2007/Jul/13

ใคร tag หว่า...อ้อ xenox นั่นเอง

First Love
รักแรกเหรอ...ว่าไงดีล่ะ ตอนนั้นอยู่ป.3 อะ แง่งๆ เป็นคู่แข่งในห้อง ชื่อว่าอธิป เรียนเก่งมาก ตี๋ๆ เป็นที่ 1 ของห้อง ส่วนฉันเหรอ...​โฮะๆๆ ตอนนั้นภาษาอังกฤษเป็นที่ 2 ของห้อง แบบว่าหลงรักคู่แข่ง 555 ...


Broken Heart
ก็คงเป็นตอนที่เลิกกับแฟนคนที่คบนานสุดล่ะมั้ง เป็นคนบอกเลิกเองในครั้งแรก และครั้งที่สองถูกบอกเลิก แต่ที่แน่ๆ คือ มันก็ hurt น่ะแหละ


Heart Breaker
หลายคนว่ะ


If U love someone
ถ้ารักใครสักคน ก็อย่างที่แบ่งปันโลกนี้ร่วมกัน แชร์ความฝันกัน อยากอยู่ด้วยในเวลาที่ดีและแย่

มีคำพูดคำนึงที่ถูกในมากเลย คือ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง หรือแม้แต่ความฝัน หากไม่มีคนร่วมแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นแล้ว มันก็ไม่มีค่าอะไรเลย

แล้วก็ "แต่เราก็หากันจนเจอ ไม่ว่านานแค่ไหนที่รอเธอมา รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า เมื่อมีใครสักคนข้างกาย เกิดมาเพื่อหาใครคนหนึ่ง เป็นคนที่ฟ้าสร้างมาตรงใจ เราต่างรู้โลกมันแสนกว้างใหญ่ แต่มันคนไม่ยากเกินไป ที่ฉันจะพบเธอ"


Now
ไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่มีอิทธิพลต่อชีวิตขนาดนี้ เป็นคนที่ช่วยให้เราก้าวเดินต่อไป ไม่หยุดอยู่กับที่ เติมเต็มความฝัน ผลักดันให้เราอยากจะเป็นคนที่ดีกว่าในวันวาน เป็นกำลังใจ ขอบคุณนะ นับตั้งแต่ที่ฉันรู้จักเธอ ชีวิตฉันก็เปลี่ยนไป


Date
ว่าไงดีล่ะ เราเป็นคนโรแมนติกนะ ไม่เชื่อล่ะสิ 555 ก็คงเป็นท้องฟ้าในยามค่ำคืน ขณะที่นั่งอยู่ชายทะเลล่ะมั้ง เป็นชายหาดที่ปราศจากแสงไฟของมนุษย์


Your Style
ถ้าดูจากอดิตที่ผ่านมา ก็ต้อง com + นักดนตรี ...แบบว่าทุกคนเขียนโปรแกรมเป็นหมด และก็เล่นดนตรีเป็นหมด อืม.... เป็นสิ่งเดียวที่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะฉันก็เขียนโปรแกรม + เป็นนักดนตรี 55555


Love mean
เพราะรัก อาจจะเจ็บปวด
เพราะรัก อาจจะคาดหวัง
เพราะรัก เธอนั้นจริงจัง
เพราะรัก เธอมาแสนนาน

...

ว่าแต่ จะยิงใครต่อดีล่ะ ไม่รู้อะ....

2007/Mar/08

>ไอทีวีก่อตั้งขึ้นหลังเหตุการณ
์พฤษภาทมิฬปี 2535
>เพื่อแก้ปัญหาสถานีโทรทัศน์นำเสนอข่าวบิดเบือน
>ซึ่งเห็นได้ชัดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
>เงื่อนไขในการให้สัมปทานจึงค่อนข้างเข้มงวด
>กำหนดสัดส่วนรายการให้เป็นข่าวร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 จึงเป็นรายการบันเทิง
>เน้นว่ารายการบันเทิงจะต้องเป็นแนวสารคดี รายการเด็ก
>ปกิณกะที่ให้สาระและความบันเทิง
>สถานีโทรทัศน์ไอทีวีจึงเกิดขึ้นในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี
>ได้นำคลื่นความถี่โทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ มาให้เอกชนลงทุนตาม
>พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535
>ในการประมูลครั้งนั้น กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และเครือเนชั่นชนะการประมูล
>โดยได้ยื่นข้อเสนอจ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ 25,200 ล้านบาท ภายในอายุสัญญมปทาน 30
>ปี ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญากับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)
>เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2538 โดยมีนายอภิลาศ โอสถานนท์
>ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ลงนามสัญญากับนายเกษม จาติกวณิช ประธานกรรมการ
>และนายโอฬาร ไชยประวัติ รองประธานกรรมการบริษัท สยาม อินโฟเทนเม้นท์ จำกัด
>เริ่มออกอากาศวันที่ 1 ก.ค.2539
>30 ปี เสนอจ่ายให้รัฐ 25,200 ล้านบาท...สุดยอดของธุรกิจทีวี....
>กับยอดสัมปทานที่สูงขนาดนั้น
>จะเอาความเสรีมาจากไหน..ในเมื่อต้องทำเงินให้รัฐเป็นล่ำเป็นสัน...แววเจ๊งมันเห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว
>------------------------
>ปี 2540 วิกฤติเศรษฐกิจ
>===================
>ในขณะที่ไอทีวีถือกำเนิดในปี 2539 แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า
>เศรษฐกิจไทยกำลังหัวทิ่มอย่างไร...ไม่ได้รู้เลยว่าหายนะมันกำลังจะเริ่มตั้งเค้า...ตามสัญญาสัมปทาน
>2 ปีแรกตามสัญญายังไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้ไปลงทุนก่อน... ไปเริ่มจ่ายปีที่
>3(2542) จำนวน 300 ล้านบาท...ปีที่ 4 ก็ 400 ล้านบาท ปีที่5 ก็ 500 ล้านบาท
>เพิ่มไปเรื่อยๆจนปีที่ 9 ก้อ 900 ล้านบาท...ปีที่ 10 -30 ปีละ 1000
>ล้านบาท....
>ผลการดำเนินงานของไอทีวี เปิดปั๊บก็ ขาดทุนตั้งแต่ปี 2540
>เพราะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ได้รับผลกระทบในการขายโฆษณา
>ระหว่างนี้ไอทีวียังมีอุปสรรคในการจัดตั้งสถานีเครือข่ายทั่วประเทศที่ต้องตั้ง
>36 สถานี ภายใน 2 ปี หลังทำสัญญา
>เพราะไอทีวีเช่าใช้พื้นที่ของกรมประชาสัมพันธ์ได้ล่าช้าทำให้ต้องสั่งซื้อทรัพย์สินส่วนใหญ่
>ทำให้ขาดทุนจากการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
>จึงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 409 ล้าน....
>ไทยพาณิชย์เริ่มอยู่ไม่ติดเพราะเป็นนายทุนใหญ่..NPL ของธนาคารก็พอก
>สถาบันการเงินวิกฤติขนาดหนัก ------------------------------------------
>ปี2541
>บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด
>และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เมื่อ 20 ต.ค.
>2541เพื่อเตรียมแต่ง
>เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์...ตามสัญญาซึ่งกำหนดให้จดทะเบียนภายใน 6 ปี
>หลังจากดำเนินการ...
>แต่มันเป็นช่วงวิกฤติ
>ผลประกอบการก็ไม่ได้ดีขึ้น..จนถึงเวลาต้องจ่ายค่าสัมปทานในปีที่
>3(2541)...จำนวน 300 ล้าน .ขาดทุนมาตลอด
>จะเอาที่ไหนจ่ายก็ขอผ่อนผันกับรัฐบาลในสมัยนั้น คือรัฐบาลชวน หลีกภัย
>โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็น รมต. สำนักนายกฯ กำกับดูแล
>สปน....โดยทำหนังสือขอขยายเวลาชำระค่าตอบแทนแก่รัฐตั้งเริ่มเลย...ตามเอกสารตั้งแต่ปี
>2540
>หนังสือขอขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทน ITV078/2540
>ขอขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงาน ITV183/2540
>ขอยืนยันขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงาน ITV053/2541
>ขอยืนยันขยายระยะเวลาการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงานครั้งที่ 2
>ITV068/2541
>การขอขยายระยะเวลาชำระค่าตอนแทน ITV094/41
>อีกหลายฉบับ...เพื่อขอไปทาง สปน. ซึ่งก็ผ่อนผันให้ ตามที่ขอ
>=================
>มติ ครม. รัฐบาลชวน
>เรื่อง บริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ จำกัด
>ขอขยายระยะเวลาชำระค่าตอบแทนตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ
>ยู เอช เอฟ
>คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานการดำเนินการตามสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ
>ยู เอช เอฟ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ
>และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
>ในกรณีที่คู่สัญญาเห็นพ้องต้องกันว่าควรแก้ไขสัญญา
>ก็ให้ยกร่างสัญญาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
>โดยนำกฎหมายว่าด้วยเอกชนร่วมทุนกับรัฐมาอนุโลมใช้เท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ในชั้นนี้โดยขอแก้ไขระยะเวลาการชำระยืดออกไป..เพราะจ่ายไม่ไหว..ขาดทุนบักโกรกมาตลอด...พยายามไประดมทุนในตลาด
>แต่เข้าไม่ได้เพราะเจ๊ง
>===========================
>แม้ว่าจะจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว
>แต่ผลประกอบการขาดทุนทำให้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเป็นบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ไม่สามารถจะเข้าไประดมทุน
>เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้...
>ปี 2542 บริษัทสยาม อินโฟเทนเมนท์
>ทำหนังสือขอชดเชยความเสียหายจากการที่รัฐทำผิดตามสัญญา
>โดยขอจ่ายค่าสัมปทานให้เท่ากับหรือใกล้เคียงช่อง 7 สี
>และอ้างว่าได้รับผลกระทบจากกรณีที่สปน.อนุญาตให้สถานีช่อง 11
>และยูบีซีหารายได้จากโฆษณา
>ปี 2543
>ตลาดหลักทรัพย์ผ่อนปรนให้บริษัทที่ไม่มีผลกำไรยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้
>แต่ปีนี้ไอทีวีมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง มีหนี้สิน 4,900 ล้านบาท
>ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการ
>จึงต้องหาผู้ร่วมทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อนการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน
>ในตลาดหลักทรัพย์
>
>======================
>ปี 2543
>======================
>เพื่อแก้ปัญหาหนี้เน่า และปัญหาขาดทุน ขาดเงินดำเนินกิจการ
>เพราะธนาคารไทยพาณิชย์แบกรับไม่ไหว..รับหุ้นมาเป็นหลักประกัน
>มาล้นหน้าตักแล้ว...ก็ไม่รู้จะเอาหุ้นไว้ทำไม จึงหาทางปลด NPL
>ครับ....ชินคอร์ปก็เข้ามา ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นในเดือน ธ.ค. 2543
>มีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
>ถือ 55.12 % บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 39% และผู้ถือหุ้นเดิม
>5.88%
>การที่กลุ่มชินเข้ามามีสัดส่วนหุ้นที่มากทำให้เป็นที่พิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นว่าการดำเนินการของไอทีวีจะขัดกับเจตนารมณ์เดิมของการทำสัญญา
>เนชั่นเริ่มแตกคอกับไทยพาณิชย์ก็ตอนนี้...เพราะจะทิ้งหุ้นแล้ว...ไม่เอาแล้วขอถอนสมอ..ก่อนที่จะย่อยยับมากกว่านี้
>โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างไทยพาณิชย์ที่จม ถมเท่าไหร่ก็ไม่พอกับ ไอทีวี...
>------------------------------------------
>หลังจากที่มีการเพิ่มทุน แตกหุ้นเพิ่มทุน
>เนชั่นก็ถอนออกไป...ชินคอร์ปก็จัดการบริหารหนี้เน่าใหม่...เดิมที่มีการเรียกค่าเสียหายเมื่อปี
>2542
>จากผู้ถือหุ้นกลุ่มเดิมจากรัฐ...แต่ไม่ได้ผล..บริษัทชินคอร์ปร้องขอค่าเสียหายอีกครั้งในเดือนก.ย.2545
>และยื่นหนังสือขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการมาพิจารณาเรื่องนี้
>รวมทั้งเรียกร้องเพิ่มอีกข้อหนึ่งคือ ขอแก้สัญญาให้มีรายการบันเทิงมากขึ้น
>30 ม.ค.2547 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
>ให้สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีชดเชยค่าเสียหายดังนี้
>1.ชำระเงินคืนแก่บริษัท จำนวน 20 ล้านบาท
>2.ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำจากเดิมปีละ 1,000 ล้านบาท เหลือ 230 ล้านบาท
>โดยไม่ต้องชำระเงินขั้นต่ำในส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีอีก
>3.ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนจากร้อยละ 44 เหลือร้อยละ 6.5
>ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษีอากร
>โดยเปรียบเทียบกับเงินประกันผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีละ 230 ล้านบาท
>จำนวนใดมากกว่าให้ชำระตามจำนวนนั้น ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2545
>เป็นต้นไปจนสิ้นสุดสัญญา
>4.ให้สปน.คืนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้ชำระเกินจากข้อ 3.
>จำนวน 570 ล้านบาท
>และ 5.ให้บริษัทสามารถออกอากาศไพรม์ไทม์ คือ ระหว่างเวลา 19.00-21.30 น.
>โดยไม่ถูกจำกัดประเภทของรายการ ทั้งนี้ โดยเสนอรายการข่าว สารคดี
>และสารประโยชน์ในสัดส่วนเวลาทั้งหมดเพียง 50%
>----------------------------------------------------
>ศาลปกครองเพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตฯ
>=========================
>
>สปน.
>จึงยื่นร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดของคณะอนุญาโตตุลาการในข้อพิ
>พาทดังกล่าว
>10 พ.ค.2549
>ศาลปกครองครองกลางชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศี
>ลธรรมอันดี ส่งผลให้
>1.สปน.ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสัมปทาน
>570 ล้านบาท
>และอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจชี้ขาดให้ปรับลดเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาร่วมงาน
>2.ไม่ต้องจ่ายค่าปรับ 20 ล้านบาท จากกรณีที่ปล่อยให้สถานียูเอชเอฟอื่นมีโฆษณา
>3.สัดส่วนการนำเสนอข่าวสารจะต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์เดิมคือสาระร้อยละ 70
>บันเทิงร้อยละ 30
>โดยไอทีวีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
>===================
>จึงมีผลมาให้เกิดการปรับกันขนานใหญ่ จากเดิมที่มันปรับ ยึด
>ไอทีวีได้ตั้งนานแล้ว...ก็เรื้อรังมาจนถึงวันนี้..เพื่อให้สัญญาสิ้นสุดลง.....ก็ต้องยกเลิกสัญญา
>โดยการอ้างการทำผิดสัญญาสัมปทานในที่สุด..เพราะยังไงมันก็จ่ายไม่ไหวบนเงื่อนไขแบบนี้ของสัญญมปทานใครมาทำต่อบนสัญญมปทานนี้
>ยังไงก็ทำไม่ได้ ปัญญหาก็มีต่อไป
>ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้...พอจะแก้ก็ว่าช่วยเอกชน
>การแก้สัญญมปทานจึงเป็นไปไม่ได้..ปิดประตูการแก้ปัญญหาอย่างสันติ...มันก็ต้องจบลงแบบนี้...เลิกก็เลิก....ไม่ได้เสียหายอะไร...คนที่เสียหายคือรัฐเท่านั้นเอง
>....ที่ต้องมารับภาระบริหารในฐานะเจ้าของคนใหม่..แทนที่จะออมชอมกินค่าปรับปีละหลายร้อยล้านบาทต่อปี
>"วันนี้ไอทีวีอาจจะน่าสงสาร...แต่ผมสงสารประเทศไทยมากกว่า" ชิป จิตนิยม
>ขอแสดงความยินดีกับชื่อใหม่ TITV (ธิทีวี)

2007/Jan/16

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ที่ว่าบาดเจ็บเพราะมือถือนั้น ไม่ใช่จากการที่ถูกคนเอามือถือฟาด มีใครก็ไม่รู้โยนมือถือใส่ แต่่จากการที่ไฟลุกท่วมตัวเพราะมือถือ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เกิดจากการทำงานที่ผิดพลาดของมือถือทำให้ไฟไหม้เจ้าของและโรงแรมที่เขาพักอยู่

คนเราจะซวยมันก็ซวยได้ทุกโอกาาสจริงๆแฮะ

http://www.jpost.com/servlet/Satellite?cid=1167467741722&pagename=JPost%2FJPArticle%2FShowFull